“ปวด” ประจำเดือน แบบไหนผิดปกติ? สัญญาณเตือนโรคที่ไม่ควรมองข้าม

     ปวด ประจำเดือน เป็นอาการที่ผู้หญิงแทบทุกคนเคยประสบ พบได้เป็นประจำทุกเดือน

และมักถูกมองว่าเป็นเรื่องธรรมชาติที่ต้องอดทน แต่รู้หรือไม่ว่าอาการปวดที่เราเคยคิดว่า “ปกติ” นั้น

บางครั้งอาจเป็นสัญญาณเตือนภัยลึก ๆ ของโรคหรือความผิดปกติในร่างกายโดยไม่รู้ตัว

ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยละเลยหรือมองข้ามอาการปวดที่รุนแรงผิดปกติ

ซึ่งหากไม่รีบวินิจฉัยหรือรักษา อาจส่งผลต่อสุขภาพระยะยาว รวมถึงภาวะมีบุตรยากในอนาคต

บทความนี้จะพาคุณไปสำรวจว่าอาการ ปวดรอบเดือนแบบใดที่ “ผิดปกติ”, เกิดจากสาเหตุใด

และมีโรคอะไรซ่อนอยู่บ้าง พร้อมแนวทางการดูแลตัวเอง และคำแนะนำเบื้องต้นเมื่อต้องพบแพทย์

เพื่อให้คุณผู้หญิงสามารถใส่ใจและเข้าใจร่างกายของตัวเองมากขึ้น

อาการปวด ประจำเดือน : ปกติ vs ผิดปกติ

อาการปวด ประจำเดือน “ปกติ” เป็นอย่างไร?

     โดยทั่วไป อาการปวดรอบเดือนที่จัดว่า “ปกติ” หรือเรียกว่า ปวดรอบเดือนปฐมภูมิ (Primary Dysmenorrhea) จะมีลักษณะดังนี้:

  • ปวดหน่วงบริเวณท้องน้อยหรือหลังช่วงล่าง

  • ปวดก่อนหรือระหว่างช่วงมีรอบเดือน 1-2 วัน

  • ปวดแบบพอทนได้ มักดีขึ้นเมื่อใช้ยาแก้ปวดหรือประคบร้อน

  • ไม่รบกวนการใช้ชีวิตประจำวันมากนัก

อาการเหล่านี้เป็นผลจากการหดตัวของมดลูกเพื่อขับเยื่อบุออกมา จึงไม่ถือว่าอันตรายหากไม่รุนแรงเกินไป

อาการปวดรอบเดือน “ผิดปกติ” เป็นอย่างไร?

     อาการที่จัดว่า “ผิดปกติ” หรืออาจเข้าข่าย ปวดรอบเดือนทุติยภูมิ (Secondary Dysmenorrhea) คืออาการที่มีแนวโน้มมาจากโรคหรือความผิดปกติภายในอวัยวะสืบพันธุ์ เช่น:

  • ปวดรุนแรงจนไม่สามารถทำกิจกรรมประจำวันได้ 
  • ปวดเกินกว่า 3 วัน หรือต้องทานยาแก้ปวดหลายชนิดต่อเนื่อง 
  • ปวดแม้ไม่มีรอบเดือน เช่น ปวดระหว่างรอบเดือน 
  • ปวดร้าวไปยังสะโพก หลัง หรือขา 
  • ปวดร่วมกับอาการผิดปกติอื่น เช่น รอบเดือนออกมากผิดปกติ คลื่นไส้ อาเจียน หน้ามืด หมดสติ 

หากมีอาการเหล่านี้ ควรรีบพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริง

โรคที่อาจซ่อนอยู่หลังอาการปวดประจำเดือนผิดปกติ

1. เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis)

     เป็นภาวะที่เยื่อบุโพรงมดลูกไปเจริญอยู่ภายนอกมดลูก เช่น

ที่รังไข่ ท่อนำไข่ หรือกระเพาะปัสสาวะ ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง และเจ็บปวดมากโดยเฉพาะช่วงมีรอบเดือน

อาการเด่น:

  • ปวดรอบเดือนรุนแรงทุกเดือน 
  • ปวดลึกขณะมีเพศสัมพันธ์ 
  • มีบุตรยาก 
  • ปวดท้องเรื้อรัง 

หากปล่อยไว้อาจทำให้เกิดพังผืด และอาจต้องรักษาด้วยยา หรือผ่าตัดในบางราย

2. ช็อกโกแลตซีสต์ (Chocolate Cyst)

เป็นถุงน้ำที่เกิดจากเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่บนรังไข่ เมื่อมีรอบเดือน

เลือดจะสะสมภายในถุง ทำให้เป็นสีคล้ายช็อกโกแลต จึงเรียกชื่อนี้

อาการเด่น:

  • ปวดท้องรอบเดือนรุนแรง
  • ปวดเรื้อรังที่ท้องน้อยด้านใดด้านหนึ่ง
  • อาจคลำได้ก้อนในท้อง

หากไม่รักษา ซีสต์อาจโตขึ้นและก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น ถุงน้ำแตก หรือมีบุตรยาก

3. เนื้องอกมดลูก (Myoma Uteri)

     เนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรงที่เจริญอยู่ในผนังมดลูก พบได้บ่อยในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์

อาการเด่น:

  • รอบเดือนออกมากผิดปกติ 
  • ปวดเกร็งขณะมีรอบเดือน 
  • ปวดท้องน้อยเรื้อรัง 
  • ปวดเบ่งปัสสาวะ หรือท้องผูกจากก้อนกดทับ 

หากก้อนใหญ่ อาจต้องผ่าตัดออก

4. อุ้งเชิงกรานอักเสบ (Pelvic Inflammatory Disease: PID)

     เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียในระบบสืบพันธุ์ ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังในมดลูก ปีกมดลูก และรังไข่

อาการเด่น:

  • ปวดท้องน้อยมาก โดยเฉพาะขณะมีเพศสัมพันธ์ 
  • มีตกขาวผิดปกติ มีกลิ่นเหม็น 
  • มีไข้ อ่อนเพลีย 

ควรได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะโดยเร็ว

5. ซีสต์รังไข่ชนิดอื่น (Ovarian Cyst)

     เป็นถุงน้ำที่รังไข่ สามารถเกิดขึ้นตามธรรมชาติและมักหายเอง แต่หากมีขนาดใหญ่หรือแตก อาจทำให้เกิดอาการปวดรุนแรงและอันตราย

อาการเด่น:

  • ปวดท้องด้านข้าง 
  • ปวดระหว่างรอบเดือน 
  • ท้องอืด แน่นท้อง 

ในกรณีที่ซีสต์ไม่หายไปเอง อาจต้องรักษาด้วยการผ่าตัด

ประจำเดือน อย่ามองข้ามเสียงเตือนจากร่างกาย

เมื่อไรควรพบแพทย์?

     หากคุณมีอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบพบสูตินรีแพทย์เพื่อทำการตรวจเพิ่มเติม:

  • ปวดรอบเดือนรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ แม้จะเคยไม่ปวดมาก่อน 
  • ใช้ยาแก้ปวดแล้วไม่หาย หรือปวดซ้ำ ๆ ทุกเดือน 
  • รอบเดือนผิดปกติ เช่น มาไม่สม่ำเสมอ มามากเกินไป หรือนานเกิน 7 วัน 
  • มีเลือดออกระหว่างรอบเดือน 
  • มีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย เช่น คลื่นไส้ ปวดหลัง หน้ามืด ขาดสติ 
  • วางแผนมีบุตรแต่พยายามมานานเกิน 1 ปีโดยไม่สำเร็จ 

การตรวจวินิจฉัยเบื้องต้นอาจใช้การตรวจภายใน อัลตราซาวด์ หรือส่องกล้อง (Laparoscopy) เพื่อให้ได้คำตอบที่ชัดเจน

แนวทางการดูแลตัวเองเมื่อต้องเผชิญกับอาการปวดรอบเดือน

หากยังไม่พบสัญญาณอันตรายชัดเจน แต่ต้องการบรรเทาอาการปวดรอบเดือน สามารถดูแลตัวเองได้ด้วยวิธีต่อไปนี้:

  • ประคบร้อน ที่ท้องน้อย ช่วยคลายกล้ามเนื้อ

  • พักผ่อนให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงความเครียด

  • หลีกเลี่ยงคาเฟอีน อาหารเค็ม และแอลกอฮอล์

  • ออกกำลังกายเบา ๆ เช่น โยคะ เดินเร็ว

  • รับประทาน ยาบรรเทาอาการปวด เช่น พาราเซตามอล หรือไอบูโพรเฟน

  • รับประทาน อาหารเสริมแมกนีเซียม, วิตามิน B6, วิตามิน E ซึ่งช่วยลดการหดตัวของมดลูก

หากอาการไม่ดีขึ้น หรือกลับแย่ลงควรหยุดการดูแลตัวเองและพบแพทย์ทันที

อย่ามองข้ามเสียงเตือนจากร่างกาย

     อาการปวด ประจำเดือน ไม่ใช่เรื่องเล็ก หากปวดจนรบกวนชีวิตประจำวัน หรือมีสัญญาณอื่นร่วมด้วย เช่น ปวดรุนแรงเรื้อรัง ปวดขณะไม่มีรอบเดือน หรือมีบุตรยาก

อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคที่ต้องรีบวินิจฉัย ไม่ว่าจะเป็นเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ช็อกโกแลตซีสต์ หรือเนื้องอกมดลูก สิ่งเหล่านี้อาจควบคุมได้หากตรวจพบตั้งแต่เนิ่น ๆ

     การรู้เท่าทันร่างกายของตัวเองคือการดูแลสุขภาพที่ดีที่สุด การพบแพทย์ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่เป็นการเปิดโอกาสให้สุขภาพของคุณได้รับการดูแลอย่างถูกวิธี

จำไว้ว่าทุกการปวดมีเหตุผล อย่าปล่อยให้ความเคยชินทำให้คุณพลาดสัญญาณเตือนที่สำคัญ

Top of page